ในความคิดของคนเรานั้นยากที่จะว่างเปล่า
การทำจิตให้ว่าง คือ การทำให้จิตใส ใสดังแก้ว
เมื่อใช้จิตเช่นนี้มองดูอะไรอะไรย่อมเห็นได้ชัดเจน
ในความคิดของเรานั้นมีหลากหลายเรื่องราว อาทิเช่น
ความคิดย้อนอดีต ตั้งแต่ วันก่อน อาทิตย์ก่อน เดือนก่อน ปีก่อน
หลายปีก่อน..เลยไปถึงชาติก่อน(ถ้ามี)
ความคิดถึงอนาคต ตั้งแต่ว่า เราจะทำอะไรดีในวันหยุดนี้
ไปจนถึงความกังวลเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องเงิน ฯลฯ
ความคิดถึงใคร....อันนี้สำหรับคนที่จำต้องห่างจากคนที่รักที่ผูกพัน เห็นไหม มีมากมายเลยนะในความนึกคิดของคนเราเนี่ย
หากเป็นคนที่ไปทำอะไรผิดมา ก็คงจะคิดกังวลว่าจะมีคนจับได้
หรือหากมั่นใจว่าไม่มีทางจับได้ เอาผิดได้ แต่เชื่อว่าลึกๆแล้วยังกังวล
และคงดิ้นรนกลับมาเพื่อหาทางยุติเรื่องราวด้วยตัวเอง
หาหนทางกลับสู่อำนาจใหม่อีกครั้งเพื่อระงับทุกอย่างที่กำลังดำเนินอยู่
เพื่อมั่นใจมากขึ้นว่า ไม่มีใครเอาผิดตนได้
ความร้อนรนที่เป็นอยู่นั้นแหละ ก็คือนรกเราดีดีนี่เอง
จะมีเงินทองมากมายท่วมหัวท่วมหาง
จะมีบ้านใหญ่โตสักกี่หลังกี่แห่ง
ก็ไม่อาจซื้อความสบายใจ ซื้อความสงบสุขร่มเย็นได้เลย
หรือหากเป็นคนที่คิดเบียดเบียนคนอื่น ด้วยความเคียดแค้น
ไฟแห่งความโกรธเคือง ก็เผาไหม้ลามเลียหัวใจใครคนนั้นทุกวี่วัน
และวันวันก็หมดไปกับการนั่งคิดหาวิธีโจมตีฝ่ายตรงข้าม
ชีวิตทั้งชีวิตอุทิศให้เพื่อการนี้ ... กระทั่งวันตาย
ช่างน่าสมเพชคนเหล่านี้ ...
ที่จะไม่มีวันได้พบกับความสงบสุขร่มเย็นกับใครเขา
ความสุข บางคนทั้งชีวิตยังไม่พบเลยเจ้าความสุข
เจอแต่ความสุขปลอมๆ ความสุขฉาบฉวย
หรือสิ่งที่คิดว่าความสุข
เมื่อใดที่พวกเขาพบความสุขจริงๆ
พวกเขาจึงจะได้รู้ว่า ความสุขแท้จริงเกิดจากการไม่เบียดเบียนกัน
การไม่จองเวรต่อกัน และการเอื้อเฟื้อต่อกัน คิดดีต่อกัน
บางคนอาจเคยพบกับเรื่องราวร้ายร้ายรุนแรงมาแต่วัยเยาว์
ทำให้จิตใจร้ายร้ายได้มีโอกาสก่อตัวขึ้น
จิตใจที่ไม่ดีนี้ ฝังลึกถึงระดับจิตวิญญาณ
และมันจะกลับมาเยือนเมื่อพบคนที่ไม่ดีกับเรา
หรือคนที่ดีกว่าเรา มีความสุขกว่าเรา แล้วเรากำลังทุกข์
เรากำลังไม่ได้ดีไปกว่าเขา
จิตใจคิดไม่ดีกับคนอื่นจะเกิดขึ้นได้ทันที
แต่...หากเรารู้ตัว เข้าใจกลไกนี้
เราจะปลดปล่อยมันออกไปได้
แค่มีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะถึงซึ่งความสุขสงบ
ที่จะหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งความทุกข์ร้อน
หากอยากออกจากกองไฟก็จงมั่นใจว่าตนต้องทำสิ่งนั้นได้
ชนะตัวเองได้เท่านั้นจึงจะชนะโลก...........